โรคที่เคยคร่าชีวิตผู้คนหลายสิบล้าน ยังไม่ได้หายไปจากโลก และถ้าเชื้อลงปอด
อาการอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงมีความหมายต่อชีวิต
หลายคนอาจคิดว่า กาฬโรค เป็นเพียงโรคในประวัติศาสตร์
แต่ความจริงเชื้อที่ทำให้เกิดกาฬโรคยังคงมีอยู่ในธรรมชาติ
และยังพบผู้ป่วยในบางพื้นที่ของโลก ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ กาฬโรคปอด
เพราะเป็นรูปแบบที่รุนแรงที่สุดรูปแบบหนึ่ง และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้
ทำความรู้จักโรคนี้แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่เชื้อมาจากไหน
ติดต่ออย่างไร อาการแบบไหนต้องระวัง ไปจนถึงวิธีป้องกันที่ควรรู้
กาฬโรคปอดคืออะไร ทำไมถึงอันตราย
กาฬโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งเป็นเชื้อที่พบตามธรรมชาติในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก
โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ และหมัดที่อาศัยอยู่บนสัตว์เหล่านั้น
กาฬโรคในคนแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบสำคัญ
- กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic plague)
เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดหลังถูกหมัดที่มีเชื้อกัด เชื้อจะเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงบวม โต และเจ็บมาก - กาฬโรคในกระแสเลือด (Septicemic plague)
เกิดเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ช็อก เลือดออกผิดปกติ เนื้อเยื่อเสียหาย และอวัยวะหลายระบบล้มเหลวได้ - กาฬโรคปอด (Pneumonic plague)
เกิดเมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรง
เชื้ออาจเข้าสู่ปอดได้ 2 ทาง
- ทางแรก เชื้อจากกาฬโรครูปแบบอื่น เช่น กาฬโรคต่อมน้ำเหลืองหรือกาฬโรคในกระแสเลือด แพร่ต่อไปยังปอด
- ทางที่สอง สูดละอองฝอยที่มีเชื้อจากผู้ป่วยหรือสัตว์ที่เป็นกาฬโรคปอดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจโดยตรง
จุดสำคัญคือ
กาฬโรคปอดเป็นรูปแบบของกาฬโรคที่สามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านละอองจากทางเดินหายใจได้
โดยมักต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
ไม่ได้หมายความว่าเชื้อจะลอยอยู่ในอากาศไกลๆ แบบโรคที่แพร่ทางอากาศบางชนิด
WHO ระบุว่า หากไม่ได้รับการรักษา
กาฬโรคปอดสามารถรุนแรงและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
แต่หากได้รับการวินิจฉัยและยาปฏิชีวนะอย่างทันท่วงที
โอกาสรักษาหายจะสูงขึ้นอย่างมาก
เชื้อมาจากไหน และเราติดกาฬโรคปอดได้อย่างไร
วงจรของกาฬโรคไม่ได้เริ่มต้นจากมนุษย์เป็นหลัก
แต่เกี่ยวข้องกับสัตว์และหมัดในธรรมชาติ โดยเชื้อ Yersinia pestis สามารถหมุนเวียนอยู่ระหว่างสัตว์ฟันแทะและหมัด
เมื่อหมัดดูดเลือดสัตว์ที่มีเชื้อ เชื้อสามารถอยู่ในตัวหมัด
และเมื่อหมัดไปกัดสัตว์หรือคนตัวอื่น ก็อาจถ่ายทอดเชื้อต่อได้
เส้นทางการติดเชื้อสำคัญ ได้แก่
- ถูกหมัดที่มีเชื้อกัด เป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของการเกิดกาฬโรค โดยเฉพาะกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง
- สัมผัสสัตว์ติดเชื้อ การจับ สัมผัส ชำแหละ หรือสัมผัสเลือด เนื้อเยื่อ และสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน สามารถทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
- สัมผัสสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อ สัตว์บางชนิด โดยเฉพาะแมว สามารถติดกาฬโรคหลังล่าสัตว์ฟันแทะ และมีรายงานการแพร่เชื้อสู่คนที่สัมผัสใกล้ชิดได้
- สูดละอองจากผู้ป่วยกาฬโรคปอด ผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่ในปอดอาจไอหรือขับละอองสารคัดหลั่งที่มีเชื้อออกมา หากผู้ที่อยู่ใกล้สูดละอองเหล่านี้เข้าไป ก็อาจเกิดกาฬโรคปอดได้ โดยทั่วไปการแพร่จากคนสู่คนต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงเดินผ่านผู้ป่วยจากระยะไกล
สิ่งที่ควรเข้าใจ
กาฬโรคปอดไม่ใช่โรคที่คนทั่วไปจะติดกันง่ายๆ
เพียงเพราะอยู่ในประเทศหรือเมืองเดียวกับผู้ป่วย ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
เช่น
- อยู่ใกล้ผู้ป่วยมากเพียงใด
- สัมผัสสารคัดหลั่งหรือไม่
- อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดในสัตว์หรือไม่
- มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่วยหรือตายผิดปกติหรือไม่
- มีประวัติถูกหมัดกัดหรือไม่
อาการแบบไหนต้องระวัง
สิ่งที่ทำให้กาฬโรคปอดอันตรายคือ
อาการสามารถเกิดขึ้นและรุนแรงได้รวดเร็ว หลังได้รับเชื้อ อาจมีระยะฟักตัวสั้นมาก
โดยในกาฬโรคปอดบางกรณีอาการสามารถเริ่มได้ภายในประมาณ 24 ชั่วโมง
อาการสำคัญที่พบได้ ได้แก่
- ไข้สูงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจมีไข้ หนาวสั่น และรู้สึกป่วยอย่างชัดเจนในระยะเวลาไม่นาน
- ปวดศีรษะ อาจมีอาการปวดศีรษะร่วมกับอ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามตัว
- อ่อนแรงผิดปกติ รู้สึกหมดแรงอย่างชัดเจน แม้ไม่ได้ทำกิจกรรมหนัก
- หายใจลำบาก เมื่อปอดเกิดการอักเสบ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนอาจลดลง ทำให้หายใจเร็ว เหนื่อย หรือหอบ
- เจ็บหน้าอก อาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อปอดอักเสบรุนแรงขึ้น
- ไอ อาการไออาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นตามการอักเสบของปอด
- มีเสมหะปนเลือดหรือมีลักษณะเป็นน้ำ ในบางรายอาจพบเสมหะมีเลือดปน ซึ่งถือเป็นอาการที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
อาการอาจทรุดเร็ว WHO ระบุว่า
กาฬโรคปอดที่ไม่ได้รับการรักษาอาจรุนแรงจนเสียชีวิตได้ภายในประมาณ 18–24
ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการในบางกรณี จึงไม่ควรรอให้อาการหนักก่อนจึงไปโรงพยาบาล
โดยเฉพาะหากมีไข้ ไอ หอบ เจ็บหน้าอก หรือเสมหะผิดปกติ ร่วมกับมีประวัติเดินทางไปพื้นที่ที่มีรายงานโรค
สัมผัสสัตว์ป่วยหรือตายผิดปกติ ถูกหมัดกัด หรือใกล้ชิดผู้ป่วยที่สงสัยกาฬโรค ควรแจ้งประวัติเหล่านี้กับแพทย์ทันที
แพทย์ตรวจอย่างไร และกาฬโรคปอดรักษาได้หรือไม่
ข่าวดีคือ ปัจจุบันกาฬโรคสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือ ต้องรักษาให้เร็ว แพทย์จะประเมินทั้งอาการและประวัติความเสี่ยง
เช่น
- เคยเดินทางหรืออาศัยในพื้นที่ที่มีรายงานกาฬโรคหรือไม่
- เคยสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือสัตว์ตายผิดปกติหรือไม่
- เคยถูกหมัดกัดหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีหมัดจำนวนมากหรือไม่
- เคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สงสัยกาฬโรคปอดหรือไม่
จากนั้นอาจเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อ เช่น...
- เลือด
- เสมหะหรือสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ
- สารจากต่อมน้ำเหลืองที่บวมในผู้ป่วยกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง
หากแพทย์สงสัยกาฬโรคอย่างมาก
การรักษาอาจต้องเริ่มทันทีหลังเก็บตัวอย่าง
โดยไม่จำเป็นต้องรอผลตรวจยืนยันทั้งหมดก่อน
เพราะการรออาจทำให้เสียเวลาที่สำคัญต่อการรักษา
การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
ชนิดของยา วิธีให้ยา และระยะเวลาการรักษา
จะพิจารณาตามความรุนแรง อายุ ภาวะสุขภาพของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์
ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม เช่น
- ให้ออกซิเจน
- ให้สารน้ำ
- ดูแลความดันโลหิตและระบบไหลเวียนเลือด
- เฝ้าระวังภาวะช็อกหรืออวัยวะล้มเหลว
ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยกาฬโรคปอดอาจได้รับการประเมินจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
และในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรค
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะการเลือกยาและระยะเวลาในการใช้จำเป็นต้องประเมินตามความเสี่ยงและอาการของแต่ละคน
ป้องกันอย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงจากการรับเชื้อ
แม้กาฬโรคปอดจะเป็นโรคที่รุนแรง
แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการป้องกันที่ถูกต้อง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัตว์ตายผิดปกติ
โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก และสัตว์ป่าขนาดเล็ก หากพบสัตว์ตายจำนวนผิดปกติในพื้นที่เสี่ยง ไม่ควรใช้มือเปล่าจับหรือเคลื่อนย้ายเอง - หากจำเป็นต้องสัมผัสสัตว์ ให้ใช้อุปกรณ์ป้องกัน
สวมถุงมือและหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด เนื้อเยื่อ หรือสารคัดหลั่งโดยตรง - ป้องกันหมัดกัด
หากอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแมลงตามคำแนะนำบนฉลาก สวมเสื้อผ้าที่ช่วยปกปิดผิว และดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้มีหมัด - ลดแหล่งอาศัยของสัตว์ฟันแทะรอบบ้าน
- เก็บขยะให้เป็นระบบ
- ไม่ทิ้งอาหารสัตว์หรืออาหารคนไว้กลางแจ้ง
- จัดเก็บกองไม้หรือสิ่งของรกๆ
- ปิดช่องทางที่สัตว์ฟันแทะสามารถเข้าบ้านได้
- ในพื้นที่ที่มีการระบาด
ไม่ควรกำจัดหนูจำนวนมากโดยไม่ควบคุมหมัดก่อน เพราะเมื่อสัตว์เจ้าบ้านตาย หมัดที่มีเชื้ออาจออกหาเจ้าบ้านใหม่และเพิ่มโอกาสสัมผัสคนได้ - หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ที่สงสัยกาฬโรคปอด
โดยเฉพาะการสัมผัสละอองจากการไอ เสมหะ และสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยหรือสงสัยกาฬโรคปอดควรได้รับการแยกดูแลตามมาตรการทางการแพทย์ - ล้างมือสม่ำเสมอ
ใช้น้ำและสบู่ หรือผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์หรือสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยง - สังเกตสัตว์เลี้ยง
หากแมวหรือสัตว์เลี้ยงมีไข้ ซึม ต่อมน้ำเหลืองบวม มีอาการทางเดินหายใจ หรือป่วยหลังจากล่าสัตว์ฟันแทะในพื้นที่เสี่ยง ควรติดต่อสัตวแพทย์และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง - หากเคยสัมผัสผู้ป่วยกาฬโรคปอด
อย่ารอให้มีอาการก่อนจึงขอคำแนะนำ ควรติดต่อสถานพยาบาลหรือหน่วยงานสาธารณสุข พร้อมแจ้งรายละเอียดการสัมผัสอย่างชัดเจน เพราะผู้สัมผัสใกล้ชิดบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการหรือยาป้องกัน - หากมีไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอกหลังมีประวัติเสี่ยง
ควรไปโรงพยาบาลทันที และควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตั้งแต่แรกว่าเคยมีประวัติสัมผัสหรือเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถจัดมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อและตรวจวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
World Health Organization
Centers for Disease Control and Prevention
=====================================
👉 ติดตามเราได้ในหลากหลายช่องทาง ดังนี้ :-





