ปวดข้อกลางดึก
อย่าเพิ่งคิดว่าแค่เดินเยอะ!!! อาจเป็นสัญญาณของโรคเกาต์ที่เกี่ยวข้องกับกรดยูริกสูง
บางคนตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะปวดนิ้วหัวแม่เท้าอย่างรุนแรง
ข้อบวม แดง และร้อนจนแทบแตะไม่ได้
แต่บางคนกลับมีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการอะไรเลย!
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายกำลังมีความเสี่ยง
มาทำความรู้จักสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามกัน
กรดยูริกสูง
เกิดจากอะไร.?
กรดยูริก (Uric Acid) เป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสลายสารพิวรีน
ซึ่งมีอยู่ในเซลล์ของร่างกายและอาหารบางชนิด
โดยปกติไตจะช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ
แต่หากร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับออกได้น้อยลง
กรดยูริกก็อาจสะสมในเลือดจนสูงกว่าปกติได้
หากสะสมมากเป็นเวลานาน
อาจเกิดผลึกยูเรตตามข้อต่อ ทำให้เกิดการอักเสบและอาการปวดแบบโรคเกาต์ได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่มีกรดยูริกสูงจะเป็นโรคเกาต์
สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต
- ปวดข้อฉับพลัน โดยเฉพาะตอนกลางคืน
อาการปวดอาจเกิดขึ้นรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง บางคนปวดบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้าเป็นครั้งแรก แต่ก็สามารถเกิดที่ข้อเท้า เข่า ข้อมือ หรือนิ้วมือได้เช่นกัน
- ข้อบวม แดง และร้อน
บริเวณข้อที่อักเสบอาจบวมแดง รู้สึกร้อน และเจ็บมากเมื่อสัมผัสหรือขยับ แม้แต่การสัมผัสเบาๆ ก็อาจทำให้ปวดอย่างรุนแรงได้
- เดินลำบากหรือขยับข้อได้ไม่เต็มที่
เมื่อข้อเกิดการอักเสบ การลงน้ำหนักหรือขยับข้อต่ออาจทำได้ยาก หากเกิดอาการซ้ำหลายครั้งโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ความเสียหายของข้อในระยะยาวได้
- มีก้อนแข็งใต้ผิวหนังบริเวณข้อ
ผู้ที่เป็นโรคเกาต์เรื้อรังบางรายอาจเกิดก้อนสะสมของผลึกยูเรต เรียกว่า โทฟัส (Tophi) มักพบใกล้ข้อ นิ้วมือ ข้อศอก หรือใบหู ก้อนเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงการสะสมของผลึกเป็นเวลานาน
- ไม่มีอาการ ก็อาจมีกรดยูริกสูงได้
นี่คือสิ่งสำคัญที่หลายคนไม่รู้ เพราะภาวะกรดยูริกสูงอาจไม่แสดงอาการเลย การสังเกตจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถบอกระดับกรดยูริกได้ ต้องอาศัยการตรวจเลือดและการประเมินจากแพทย์
พฤติกรรมเพิ่มความเสี่ยง
- รับประทานเครื่องในสัตว์ เนื้อแดง หรืออาหารทะเลบางชนิดในปริมาณมาก
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
- ดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูงเป็นประจำ
- มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
- มีโรคไต ซึ่งอาจทำให้การขับกรดยูริกลดลง
- ใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลต่อระดับกรดยูริก
ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ทุกคนเกิดโรคเกาต์เหมือนกัน
แต่เป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกับประวัติสุขภาพและผลตรวจของแต่ละคน
ดูแลตัวเองอย่างไร.?
ให้เหมาะสม
- รับประทานอาหารให้หลากหลาย ลดอาหารที่มีพิวรีนสูงในปริมาณมาก
- ลดแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
- ควบคุมน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลีกเลี่ยงการอดอาหารหรือลดน้ำหนักอย่างหักโหม
- ดื่มน้ำให้เพียงพอตามความเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำจากโรคประจำตัว
- ตรวจสุขภาพและติดตามระดับกรดยูริกตามคำแนะนำของแพทย์
- หากได้รับยาลดกรดยูริก ไม่ควรหยุดยาเองเมื่ออาการปวดหายไป
ข้อควรระวัง : หากมีอาการปวดข้อ บวม แดง และร้อนเป็นครั้งแรก ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะข้ออักเสบจากการติดเชื้ออาจมีอาการคล้ายโรคเกาต์และจำเป็นต้องรักษาเร่งด่วน หากมีไข้ร่วมกับข้อบวมแดงรุนแรง ควรไปโรงพยาบาลทันที
=====================================
👉 ติดตามเราได้ในหลากหลายช่องทาง ดังนี้ :-
